วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561

จริยธรรมคอมพิวเตอร์ #1


ที่มาภาพ: https://www.mindmeister.com/images/download/28473923

บทที่ ๑ พื้นฐานจริยธรรมสารสนเทศ คุณธรรมและจริยธรรมคอมพิวเตอร์ หมายถึง หลักศีลธรรมจรรยาที่กำหนดขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติหรือควบคุมการใช้ระบบคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ จริยธรรมเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ต้องคำนึงถึง ๔ ประเด็น ๑. ความเป็นส่วนตัว (Information Privacy) ๒.​ ความถูกต้อง (Information Accuracy) ๓. ความเป็นเจ้าของ (Intellectual Property) หมายถึงกรรมสิทธิ์ในการถือครองทรัพย์สิน ๔.​ การเข้าถึงข้อมูล (Data Accessibility) เป็นการกำหนดสิทธิ์การเข้าใช้งานคอมพิวเตอร์ การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นเรื่องสำคัญในปัจจุบัน เนื่องจากการถูกคุกคามโดยผู้ไม่ประสงค์ดีหรือจากโปรแกรมบางประเภทได้เพิ่มมากขึ้น และอาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อองค์กร จุดประสงค์หลักของความปลอดภัยทางข้อมูล - ความลับ (Confidentiality) คือ การรับรองว่าจะมีการเก็บข้อมูลไว้เป็นความลับ และผู้มีสิทธิเท่านั้นถึงจะเข้าถึงข้อมูลได้ - ความสมบูรณ์ (Integrity) คือ การรับรองว่าข้อมูลจะไม่ถูกเปลี่ยนแปลง หรือทำลายไม่ว่าจะเป็นโดยอุบัติเหตุหรือโดยเจตนา - ความพร้อมใช้ (Availability) คือ การรับรองว่าข้อมูลและบริการการสื่อสารต่าง ๆ พร้อมที่จะใช้งานได้ในเวลาที่ต้องการใช้งาน - การห้ามปฏิเสธความรับผิดชอบ (Non-Repudiation) ของข้อมูลต่าง ๆ คือ วิธีการสื่อสารซึ่งผู้ส่งข้อมูลได้รับหลักฐานว่าได้มีการส่งข้อมูลแล้ว และผู้รับก็ได้รับการยืนยันว่าผู้ส่งเป็นใคร ดังนั้นผู้ส่งและผู้รับจะไม่สามารถปฎิเสธได้ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว - การพิสูจน์ตัวตน คือขั้นตอนการยืนยันความถูกต้องของหลักฐาน ที่แสดงว่าเป็นบุคคลที่กล่าวอ้างจริง ในทางปฏิบัติ จะแบ่งออกเป็น ๒ ขั้นตอน คือ o การระบุตัวตน (Identification) คือ ขั้นตอนที่ผู้ใช้แสดงหลักฐานว่าตนเองคือใคร เช่น ชื่อผู้ใช้ (Username) o การพิสูจน์ตัวตน (Authentication) คือ ขั้นตอนที่ตรวจสอบหลักฐานเพื่อแสดงว่าเป็นบุคคลที่กล่าวอ้างจริง - การกำหนดสิทธิ์ (Authorization) คือ ขั้นตอนในการอนุญาตให้แต่ละบุคคลสามารถเข้าถึงข้อมูลหรือระบบใดได้บ้าง - การเข้ารหัส (Encryption) คือ การเก็บข้อมูลให้เป็นส่วนบุคคลจากบุคคลอื่นที่ไม่ได้รับอนุญาต ส่วนประกอบ ๒ ส่วนที่สำคัญในการช่วยให้ข้อมูลนั้นเป็นความลับได้คือ การกำหนดสิทธิ์และการพิสูจน์ตัวตน ในการเข้ารหัสนั้นวิธีการหนึ่งที่จะทำได้คือการเข้ารหัสในรูปแบบของกุญแจลับ (Secret key) กฎหมายคุ้มครองในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มี ๖ ฉบับได้แก่ - กฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ - กฎหมายเกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ - กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ - กฎหมายเกี่ยวกับการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ - กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล - กฎหมายเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ ความผิดทางอาญาตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ ที่ควรทราบ - เจ้าของไม่ให้เข้าระบบคอมพิวเตอร์ แต่เราแอบเข้าไปใช้ โทษจำคุก ๖ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ - แอบไปรู้วิธีการเข้าระบบคอมพิวเตอร์คนอื่น แล้วไปประกาศในคนอื่นรู้ โทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ - แอบไปล้วงข้อมูลของบุคคลอื่นในระบบคอมพิวเตอร์ โทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ - ดักจับข้อมูลของผู้อื่น โทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ - การยิง Packet หรือ message หรือ virus หรือ trojan หรือ worm หรืออะไรก็ตามเข้าไปก่อกวนจนระบบได้รับความเสียหาย โทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ - เขาไม่ได้อยากได้ข้อมูลหรืออีเมลจากเรา แต่เราก็ส่งให้เขาซ้ำ ๆ จนเขาเบื่อหน่ายรำคาญ โทษปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท - โป๊, โกหก, ปลอมแปลง, กระทบความมั่นคง, ก่อการร้าย และส่งต่อข้อมูลทั้ง ๆ ที่รู้ว่าผิดโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ - ใครเป็นเจ้าของเว็บ และสนับสนุน/ยอมให้เกิด โป๊, โกหก, ปลอมแปลง, กระทบความมั่นคง, ก่อการร้าย ฯลฯ โทษเท่าข้อข้างต้น - เอารูปคนอื่นมาตั้งต่อ แล้วเอาไปแสดงผลงานบนระบบคอมพิวเตอร์ โทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือ ปรับไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


ที่มาของเนื้อหา อ.นวิน ครุธวีย์ https://sites.google.com/site/nawinethiccomputer/download

วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2557

แนะนำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Faculty of Science, Khon Kaen University

     ประวัติคณะวิทยาศาสตร์

     คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีมาพร้อมๆกับการจัดตั้งอุดมศึกษาสถาน ซึ่งตั้งใจจะใช้ชื่อว่า Khon Kaen Institute of Technology ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (North-East University) จนในที่สุดกลายมาเป็นมหาวิทยาลัยขอนแก่น (Khon Kaen University) เมื่อมีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งนี้ขึ้นจนถึงรับนักศึกษาครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2507 คณะวิทยาศาสตร์จึงได้รับการแต่งตั้งเป็น "คณะวิทยาศาสตร์-อักษรศาสตร์" และภารกิจของคณะวิทยาศาสตร์ คือ ต้องทำหน้าที่สอนภาษาอังกฤษ อันเป็นวิชาเชิงอักษาศาสตร์ ไปพร้อมๆกับการสอนวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ คือ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์ ให้แก่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยขอนแก่นแห่งนี้

   การเริ่มต้นรับนักศึกษาเพื่อการผลิตบัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2516 และต่อมาในการผลิตบัณฑิตทางด้านอักษรศาสตร์ได้กลายเป็นผลงานของคณะใหม่ที่เรียกว่าคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่ตัดโอน ภาควิชาภาษาอังกฤษจากคณะวิทยาศาสตร์-อักษรศาสตร์ เดิม กลายเป็นคณะ วิทยาศาสตร์ เช่นปัจจุบัน
อนุสวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 4
พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย

  สาขาที่เปิดสอน

คณะวิทยาศาสตร์ประกอบไปด้วย 9 ภาควิชา ได้แก่
          1. ภาควิชาคณิตศาสตร์ ประกอบด้วย 2 สาขาวิชา
          2. ภาควิชาชีววิทยา ประกอบด้วย 1 สาขาวิชา
          3. ภาควิชาชีวเคมี ประกอบด้วย 1 สาขาวิชา
          4. ภาควิชาเคมี ประกอบด้วย 1 สาขาวิชา
          5. ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย 1 สาขาวิชา
          6. ภาควิชาฟิสิกส์ ประกอบด้วย 2 สาขาวิชา
          7. ภาควิชาสถิติ ประกอบด้วย 2 สาขาวิชา
          8. ภาควิชาจุลชีววิทยา ประกอบด้วย 1 สาขาวิชา
          9. ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย 6 สาขาวิชา

แยกเป็นสาขาทั้งหมด 17 สาขา ได้แก่
          1. สาขาวิชาคณิตศาสตร์
          2. สาขาวิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์
          3. สาขาวิชาชีววิทยา
          4. สาขาวิชาชีวเคมี
          5. สาขาวิชาเคมี
          6. สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม
          7. สาขาวิชาฟิสิกส์
          8. สาขาวิชาวัสดุศาสตร์และนาโนเทคโนโลยี
          9. สาขาวิชาสถิติ
          10. สาขาวิชาสารสนเทศสถิติ
          11. สาขาวิชาจุลชีววิทยา
          12. สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์
          13. สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ โครงการพิเศษ
          14. สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
          15. สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โครงการพิเศษ
          16. สาขาวิชาภูมิสารสนเทศศาสตร์
          17. สาขาวิชาภูมิสารสนเทศศาสตร์ โครงการพิเศษ
หลักสูตรของแต่ละสาขาวิชา คลิกที่นี่

เพราะแสวงหามิใช่ เพราะรอคอย ดังนั้นแล้ว "ลิขิตฟ้า" หรือจะสู้ "มานะตน" - ขงเบ้ง

แผนผังคณะวิทยาศาสตร์ คลิกที่นี่
สอบถามข้อมูลต่างๆที่ facebook คลิกที่นี่

ขอบคุณภาพ และข้อมูลจาก
 - คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
 - สโมสรนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"ชีวิต" ใน "มหา'ลัย" ตอน ปี1 เทอม1


  ก่อนอื่นต้องขออภัยน้องๆ และทุกๆท่านที่เอามาเยี่ยมชม Blogger ซึ่งผู้ดูแลไม่ได้อัพเดทข่าวสารอย่างต่อเนื่องครับ

         วันนี้นะครับผมมีความยินดีที่จะเสนอความรู้ และประสบการณ์เล็กๆน้อยๆของผมผ่านทาง Blogger นี้ซึ่งหาผิดพลาดประการได้ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ สำหรับบทความในวันนี้ผมขอตั้งชื่อว่า 

"ชีวิต" ใน" มหา'ลัย" ตอน ปี1 เทอม1

        เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลานะครับเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า  ก่อนอื่นเลยต้องบอกความเป็นไปเป็นมาของผมก่อนนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าโม้ (^_^) สำหรับผมนะครับขณะนี้ (18 ตุลาคม 2556) กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาขอนแก่นครับ ( เอิ่มม เริ่มเห็นดีกรีแล้วสิ เด็กวิทย์คอมซะด้วย)  อันที่จริงนะครับผมก็ไม่ได้เก่งอาจอะไรขนาดนั้นหรอกนะครับ ก่อนที่ผมจะได้มาเรียนที่นี้ ผมก็ต้องต่อสู้กับอะไรมากมาย เหมือนเด็กม.6 ทั่วๆไปนั้นแหละครับ เอาเป็นว่าเราข้ามจุดนี้ไปดีกว่า ^^

ก่อนอื่นผมต้องขอกล่าวเพื่อแสดงความเคารพต่อสถาบันของผมก่อนนะครับ
 มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นอุดมศึกษาสถานแห่งแรก ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือแม้กำเนิดของมหาวิทยาลัยจะมีแนวความคิดย้อนหลังไปได้ถึงก่อน สงครามโลกครั้งที่สอง แต่การเตรียมการก่อสร้างอย่างจริงจัง กระทำกันในรัฐบาล ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในขณะที่เริ่ม พัฒนาภูมิภาคส่วนนี้ของประเทศ เมื่อพุทธศักราช 2505 การลงมือก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี 2507 โดยมีมติจัดตั้งสถาบันการศึกษาชั้นสูง ด้านวิศวกรรมศาสตร์และเกษตรศาสตร์ขึ้นที่บ้านสีฐาน จังหวัดขอนแก่น และเสนอชื่อสถาบันนี้ว่า มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Khon Kaen Institute of Technology มีชื่อย่อ K.I.T. โดยมีสภาการศึกษาแห่งชาติเป็นผู้รับผิดชอบ ต่อมาในปีพุทธศักราช 2508 คณะรัฐมนตรีมีมติให้เปลี่ยนชื่อ เป็นมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ตราพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ วันที่ 25 มกราคม 2509 ซึ่งถือเป็นวันสถาปนาของมหาวิทยาลัย โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีเปิดมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พุทธศักราช 2510
        มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นศูนย์รวมทางความคิด สติปัญญาของสังคม และเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาสู่ภูมิภาค ตั้งอยู่บนพื้นที่ซึ่งมีลักษณะเป็นเนินดินลูกคลื่นสีแดง มีชื่อเรียกว่า "มอดินแดง" บนพื้นที่ประมาณ 5,500 ไร่ มีคณะวิชาที่ผลิตบัณฑิตจำนวน 22 คณะวิชา นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลศรีนครินทร์ และหน่วยงานเทียบเท่าคณะ ประกอบด้วย ศูนย์ สถาบัน สำนัก ให้บริการวิชาการและบริการชุมชน มีที่ทำการไปรษณีย์ ศูนย์บริการ  สหกรณ์ ร้านค้า หอพัก บ้านพัก แฟลต เรืองรับรอง ธนาคาร โรงเรียน และสาธารณูปโภคอื่นๆ เพื่อให้บริการแก่บุคลากร นักศึกษา และประชนชนทั่วไปอย่างครบครัน 
    ที่มา:: http://www.kku.ac.th/aboutkku/

และนั้นก็คือส่วนหนึ่งของความเป็นมาของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งแน่นอนครับนักเรียนชั้นม.6 เกือบทุกคนที่เรียนอยู่ในภาคอีสานก็คงมีความฝันเหมือนผมที่จะได้มาศึกษาในสถาบันที่มีชื่อเสียงเช่นนี้ และนั้นก็คือจุดเริ่มต้นของบทความบทนี้ครับ

"เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย" ดังนั้นแล้ว "ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน"

ต้องขอบคุณเจ้าของคำคมนี้ "ขงเบ้ง" ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงบันดานใจที่ทำให้ผมได้เข้ามาศึกษาที่นี่ ว่ากันว่าการปลูกต้นไม้นั้นยากแล้ว แต่การดูแลรักษาให้ต้นไม้นั้นเจริญงอกงามนั้นยากกว่า และชีวิตในมหาวิทยาลัยก็เช่นเดียวกัน

หลายๆคนที่อยู่ม.6 คงจะคิดว่าชีวิตในมหาวิทยาลัยนั้นสวยหรู เป็นตัวของตัวเอง มีอิสระ และผมเองก็เคยคิดแบบนั้นเช่นกัน และขอบอกก่อนได้เลยว่า "คิดผิด !!" เพราะสิ่งที่กล่าวมานั้นคือตัวการที่ทำให้การเรียนของเรา และการใช้ชีวิตในมหา'ลัยของบางคน "ตกต่ำ" ลงไปทุกที ทำไมถึงเป็นแบบนั้นหรอครับจะขอแยกเพื่อให้เกิดความเข้าใจง่ายๆนะครับ
1. ตัวเองตัวเอง >> ใช่ครับชีวิตมหา'ลัยคือตัวของตัวเอง ไม่มีคนมาคอยบ่น คอยสอนว่าต้องทำอะไรอย่างไร เราอยู่ด้วยตัวเราเอง และตัดสินว่า "ถูก" หรือ "ผิด" ด้วยตัวเอง 
2. อิสระ >> เมื่อเราเป็นตัวของตัวเอง ก็จะมีอิสระในการตัดสินใจ หรือทำอะไรต่างๆ ซึ่งในที่นี้ก็จะแตกต่างไปตามฐานะของครอบครัวด้วยเช่นกัน
  แต่อย่างไรก็ตามยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่จะคอยหล่อหลอมเราไว้ให้อยู่ในร่องอยู่ในรอยนั้นก็คือ "กิจกรรม" 
กิจกรรมคือส่วนหนึ่งในการเรียนการสอนที่ไม่มีหน่วยกิจ แต่มี "ประสบการณ์" ซึ่งเราจะได้ลงมือปฏิบัติเองโดยที่ไม่มีใครมาสั่ง แต่จะมีรุ่นพี่ที่เคยผ่านกิจกรรมนั้นๆมาแล้ว ก็จะมาคอยสอน คอยชี้แนะว่าต้องทำอะไร ส่วนที่เหลือนั้นก็คือตัวเราเองที่ลงมือทำ

ชีวิตในมหา'ลัย บางครั้งบางคราว อาจจะเริ่มต้นสวยงาม แต่อย่าลืมว่าเราใช้ชีวิตอยู่ที่นี้ 4ปี 5ปี หรือ 6ปี แล้วแต่คณะ สาขา ซึ่งอาจไม่สวยหรูตลอดไปแน่ๆ .....

To be continue.


วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2556

วิธีการสมัครเข้าศึกษาต่อแบบออนไลน์

วิธีการสมัครเข้าศึกษาต่อแบบออนไลน์

*** ก่อนอื่นถึงไปซื้อ "ระเบียบการ" ที่ห้องบริหารฝ่ายวิชาการ อาคาร5 เพื่อรับ Username และ Password เพื่อใช้ในการลงทะเบียน ***

1. เข้าไปที่เว็ปไซต์การรับสมัคร (www.brp.ac.th) / แล้วคลิกที่ "ระบบรับสมัครนักเรียนใหม่"


2. เลือกระดับชั้นที่จะสมัคร "ม.1 ทั่วไป" หรือ "ม.4 ทั่วไป"

3. คลิกที่ "ลงทะเบียนสมัคร"

4. กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน

5. เลือกประเภทการสมัคร , ใส่ Username , Password ที่ได้จากหนังสือระเบียบการ และยืนยันการสมัคร

6. นำ Username , Password ใส่ในช่องเพื่อปริ้นใบสมัคร , ดูเลขที่นั่งสอบ , ผลสอบ , คะแนนสอบ // สิ้นสุดการลงทะเบียน

** หากต้องการยกเลิกการสมัคร ให้คลิกปุ่ม "ยกเลิกการสมัคร"

หากมีข้อสงสัยติดต่อ
Facebook
       - BPClubบุรีรัมย์พิทยาคม
       - เฟสส่วนตัวแอดมิน
Twitter :: MogItPure




การรับสมัครนักเรียนเข้าเรียนต่อ ระดับชั้น ม.4 ปีการศึกษา 2556


การรับนักเรียนใหม่ ระดับชั้น ม.4 ปีการศึกษา 2556
** จำนวนการรับ 640 คน **

** ประเภททั่วไป **

       กรอกข้อมูล      6 - 18 มีนาคม 2556 (ผ่านทางเว็ปไซต์ www.brp.ac.th)
       ยื่นหลักฐาน     14 - 18 มีนาคม 2556 ณ โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม
       สอบคัดเลือก   24 มีนาคม 2556
       ประกาศผลและรายงานตัว  28 มีนาคม 2556
       มอบตัว  7 เมษายน 2556


** ประเภทความสามารถพิเศษ **


       กรอกข้อมูล     14 - 15 มีนาคม 2556 (ผ่านทางเว็ปไซต์ www.brp.ac.th)
       สอบปฏิบัติ      16 มีนาคม 2556 
       ประกาศผลและรายงานตัว  18 มีนาคม 2556
       สอบทฤษฏี     24 มีนาคม 2556 ( เพื่อใช้คะแนนในการจัดห้องเรียน)
       มอบตัว  7 เมษายน 2556


*** หลักฐานในการสมัคร ***


       1.) ใบสมัครพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ ผ่านระบบรับสมัครออนไลน์ (www.brp.ac.th)
       2.) ทะเบียนบ้าน (ฉบับจริง และสำเนาของผู้สมัคร พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง)
       3.) หลักฐานการจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือเทียบเท่า หรือใบรับรองจากโรงเรียนว่ากำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2555
       4.) รูปถ่ายสี หรือขาวดำ ขนาด 3x4 ซ.ม. จำนวน 3 ใบ
       5.) อื่นๆ ได้แก่นักเรียนสมัครประเภทความสามารถพิเศษ ต้องมีเกียรติบัตรหรือประกาศนียบัตรรับรองในระดับจังหวัดเป็นต้นไป และนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด เช่น ผู้ด้วยโอกาสหรือประสบภัยพิบัติที่ต้องได้รับการสงเคราะห์ดูแลพิเศษ บุตรของบุคลากรในโรงเรียน ผู้เคยบริจาคเงินหรือทรัพทย์สินให้แก่โรงเรียนมูลค่าตั้งแต่ 1 ล้านบาท ขึ้นไป เป็นต้น

อ้างอิงข้อมูล http://db.tt/zFS3dsCQ

สอบถามอื่นๆเพิ่มเติม
หมายเลขโทรศัพท์โรงเรียน 044 – 614773 หรือ 044-612888
Facebook
       - BPClubบุรีรัมย์พิทยาคม
       - เฟสส่วนตัวแอดมิน
Twitter :: MogItPure


วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556

การรับสมัครนักเรียนเข้าเรียนต่อ ระดับชั้น ม.1 ปีการศึกษา 2556


การรับนักเรียนใหม่ ระดับชั้น ม.1 ปีการศึกษา 2556
** จำนวนการรับ 600 คน **

** ประเภททั่วไป **


       กรอกข้อมูล      6 - 18 มีนาคม 2556 (ผ่านทางเว็ปไซต์ www.brp.ac.th)
       ยื่นหลักฐาน     14 - 18 มีนาคม 2556 ณ โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม
       สอบคัดเลือก   23 มีนาคม 2556
       ประกาศผลและรายงานตัว  27 มีนาคม 2556
       มอบตัว  6 เมษายน 2556


** ประเภทความสามารถพิเศษ **

       กรอกข้อมูล     14 - 15 มีนาคม 2556 (ผ่านทางเว็ปไซต์ www.brp.ac.th)
       สอบปฏิบัติ      16 มีนาคม 2556 
       ประกาศผลและรายงานตัว  18 มีนาคม 2556
       สอบทฤษฏี     23 มีนาคม 2556 ( เพื่อใช้คะแนนในการจัดห้องเรียน)
       มอบตัว  6 เมษายน 2556


*** หลักฐานในการสมัคร ***


       1.) ใบสมัครพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ ผ่านระบบรับสมัครออนไลน์ (www.brp.ac.th)
       2.) ทะเบียนบ้าน (ฉบับจริง และสำเนาของผู้สมัคร พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง)
       3.) หลักฐานการจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า หรือใบรับรองจากโรงเรียนว่ากำลังศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2555
       4.) รูปถ่ายสี หรือขาวดำ ขนาด 3x4 ซ.ม. จำนวน 3 ใบ
       5.) อื่นๆ ได้แก่นักเรียนสมัครประเภทความสามารถพิเศษ ต้องมีเกียรติบัตรหรือประกาศนียบัตรรับรองในระดับจังหวัดเป็นต้นไป และนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด เช่น ผู้ด้วยโอกาสหรือประสบภัยพิบัติที่ต้องได้รับการสงเคราะห์ดูแลพิเศษ บุตรของบุคลากรในโรงเรียน ผู้เคยบริจาคเงินหรือทรัพทย์สินให้แก่โรงเรียนมูลค่าตั้งแต่ 1 ล้านบาท ขึ้นไป เป็นต้น

อ้างอิงข้อมูล http://db.tt/zFS3dsCQ

สอบถามอื่นๆเพิ่มเติม


หมายเลขโทรศัพท์โรงเรียน 044 – 614773 หรือ 044-612888
Facebook
       - BPClubบุรีรัมย์พิทยาคม
       -เฟสส่วนตัวแอดมิน 
Twitter :: MogItPure


วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เล่าเรื่อง "ศัพท์ที่เด็กม.6 ต้องรู้"



      ในปัจจุบันนี้ระบบการศึกษาในสายสามัญนั้น ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปยังการเข้าศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งเด็กม.6 จะให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นการตัดสินชะตาและอนาคตเลยทีเดียว 
       และนอกจากที่จะเข้าไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเด็กม.6 เองก็ยังให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของสถาบันรวมไปถึง คณะที่เขาชอบอีกด้วย ซึ่งแต่ละคนจะมีความชอบหรือความอยากที่แตกต่างกันไป และถึงแม้จะเลือกในมหาวิทยาลัยที่ต่างกันหรือคณะที่ต่างกัน แต่ก็มีหลายๆสิ่งที่แต่ละคณะแต่ละมหาวิทยาลัยมีเหมือนๆกัน และเป็นสิ่งที่เด็กม.6 ควรให้ความสำคัญและควรศึกษาเป็นอย่างดีด้วย


แอดมิชชั่น (Admission) การสอบแอดมิชชั่นถือว่าเป็นการสอบชี้ชะตาของนักเรียนในระดับชั้น ม.6 ทุกคนที่ต้องเข้าสู่สนามสอบแข่งขันเข้าสู่คณะและมหาวิทยาลัยที่ฝันไว้ ถือเป็นการสอบครั้งใหญ่ที่สุดของชีวิต


       แอดมิชชั่น หรือ Admission ชื่อเต็มๆว่า ระบบกลางคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (Central University Admissions System: CUAS) ดูแค่ชื่อก็น่าจะทราบกันดีแล้วว่าแอดมิสชั่นคือระบบสอบกลางที่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า ที่มีความต้องการจะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ต้องสอบ แล้วนำคะแนนสอบที่ได้มายื่นเลือกคณะกันอีกที
       ระบบแอดมิชชั่นนี้ บริหารงานโดย สถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อว่า สทศ. โดยที่หน้าที่ของสทศ. คือพัฒนาข้อสอบเพื่อวัดและประเมินมาตรฐานการศึกษา วัดความรู้ความสามารถของผู้เข้าสอบแต่ละคน สทศ.จะรับผิดชอบการประเมินผลด้านการศึกษาให้กับนักเรียนที่เรียนหลักสูตรไทย ในประเทศไทย หลายครั้งด้วยกันคือ ป.3, ป.6, ม.3, และ ม.6 แต่ในการสอบแอดมิชชั่นนั้นจะนับกันเฉพาะ การสอบวัดผลในระดับชั้น ม.6 เท่านั้น

       "แล้ว Admission ต้องใช้อะไรบ้างละ?" 
        1. O-NET (Ordinary National Education Test) หรือการสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน ในตอนนี้จะพูดถึงการสอบ O-NET ในระดับชั้น ม.6 เพียงอย่างเดียว แนวคิดของ O-NET คือ การวัดผลของโรงเรียนแต่ละโรงเรียนว่า ได้สอนนักเรียนของตัวเองตามหลักสูตรกระทรวงขนาดไหน ข้อสอบ O-NET นี้จะเป็นข้อสอบง่ายๆที่วัดเฉพาะพื้นฐานจริงๆเท่านั้น
       2. GAT (Genetal Aptitude Test) หรือมีชื่อเป็นภาษาไทยสั้นๆว่า  การสอบความถนัดทั่วไป ซึ่งจะเน้นเนื้อหาทางด้าน การอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์การแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ รวมไปถึงการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ ข้อสอบ GAT นี้จะมีความซับซ้อนมากกว่าความยาก
         3. PAT (Professional Aptitude Test) หรือมีชื่อเป็นภาษาไทยสั้นๆว่า การสอบความถนัดเฉพาะด้าน/วิชาการ เป็นข้อสอบที่ยากที่สุดในสามตัวที่พูดถึง วิชาเฉพาะด้านที่มีสอบคือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ พื้นฐานวิศวกรรม พื้นฐานสถาปัตยกรรม พื้นฐานความเป็นครู และวิชาด้านภาษาอื่นๆนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ
       "สอบเสร็จแล้วก็นำคะแนนที่ได้มา ไปยื่นเลือกคณะ"
       การสอบแอดมิชชั่นจะสอบรวมกันทีเดียวเลย แล้วจะนำคะแนนของวิชาไหนมายื่นบ้างก็เป็นเรื่องของแต่ละคณะจะกำหนดกันเอาเอง รวมกับ เกรดเฉลี่ยในระดับชั้นมัธยมปลาย (GPAX) มาร่วมคำนวนด้วย โดยน้ำหนักของคะแนนสอบแต่ละส่วนจะแตกต่างกันไปตามมหาวิทยาลัยและคณะ การคิดคะแนนจึงค่อนข้างยุ่งยาก (มาก) เมื่อนำคะแนนทั้งหมดสี่ส่วนมารวมกันเป็นคะแนนสุดท้าย แล้วนำคะแนนสุดท้ายที่ว่านี้มาทำการยื่นเลือกคณะอีกทีนึง
       การจะดูว่าคณะไหนต้องการคะแนนวิชาอะไรเท่าไหร่บ้าง หาไม่ยากครับ ที่ ห้องแนะแนว ของทุกๆโรงเรียนมีข้อมูลและเอกสารมากมายให้ศึกษา หากข้อมูลเยอะเกินไปจนขี้เกียจอ่านเองก็ลองใช้ทางลัด ถามอาจารย์แนะแนวดูก็ได้ครับ อาจารย์ยินดีให้คำปรึกษากับน้องๆทุกคนแน่นอนครับ อย่าเขิน อย่าอาย อย่างน้อยไปห้องแนะแนวก็ได้ตากแอร์ (หรือพัดลม) เย็นกว่าตากแดดที่สนามแน่ๆ

       "มีคณะไหนบ้างที่ไม่รับผ่านระบบแอดมิชชั่น"
       จะมีข้อยกเว้นเกี่ยวกับการแอดมิชชั่นอยู่บ้าง เนื่องจากมหาวิทยาลัยหลายๆที่ไม่มีความเชื่อมั่นในการสอบแอดมิชชั่น จึงได้จัดการสอบตรงขึ้น โดยเฉพาะคณะทางด้านแพทย์ส่วนใหญ่จะรับเฉพาะการสอบตรง ไม่ค่อยจะได้เห็นคณะด้านแพทย์ที่รับเด็กที่ผ่านการสอบแอดมิชชั่นเท่าไหร่กันนัก และยังเปลี่ยนแปลงไปมาอย่างรวดเร็วด้วย บางมหาวิทยาลัยรับผ่านแอดมิชชั่นปีที่แล้วแต่ไม่รับผ่านแอดมิชชั่นปีนี้ ต้องติดตามข่าวกันอย่างละเอียดปีต่อปีกันเลยทีเดียว ตรงกันข้ามกับการสอบตรงซึ่งรับทุกปี หากน้องๆต้องการเรียนต่อด้านแพทย์ ก็ควรจะเน้นไปที่การสอบตรงมากกว่าแอดมิชชั่นครับ


คราวนี้เราจะมาดูกันว่า O-NET ,GPAX ,GAT/PAT มีสาระสำคัญยังไงนะครับ

O-NET (Ordinary National Educational Test)


     O – NET คือ แบบสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน เป็นการวัดผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำหรับในช่วงชั้นที่ 4 จัดสอบ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ 
1 ภาษาไทย
2 คณิตศาสตร์
3 วิทยาศาสตร์
4 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
5 ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)



ลักษณะข้อสอบและการประเมินผล O – NETประกอบด้วย
1. แบบทดสอบจะมีทั้งปรนัย และอัตนัย ในอัตราส่วนระหว่าง 80% – 90% : 10% – 20% ข้อสอบแบบปรนัยจะเป็นข้อสอบแบบ 4 ตัวเลือก สำหรับข้อสอบอัตนัยจะเป็นข้อสอบแบบเขียนคำตอบสั้นๆ (Short Answer) 
### ซึ่งผู้รับผิดชอบก็คือ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทศ.)

GPAX  หรือถ้าจะเรียกให้เข้าใจง่ายๆก็คือเกรดเฉเลี่ยสะสมของน้องๆนั่นแหละ ซึ่งไม่ว่าจะเข้าคณะไหนก็ตาม GPAX จะมีผลต่อคะแนนรวมถึง 10% เพราะฉะนั้นก็ตั้งใจเรียนในห้องเรียนให้มากๆ(ในทุกวิชา)ด้วยหล่ะ เพราะถ้าไม่ตั้งใจเรียนในห้อง  นอกจากจะเกรดตกแล้ว  คะแนน GPAX  10% ก็จะลดลงไปด้วย


วิธีการคิดคะแนน
1. เมื่อมีการตรวจกระดาษคำตอบมีวิธีการวิเคราะห์ข้อสอบทุกข้อเพื่อหาคุณภาพขอข้อสอบ ถ้าข้อสอบข้อใดไม่มีคุณภาพตามเกณฑ์ ไม่สามารถวัดหรือจำแนกได้ ข้อสอบข้อนั้นจะไม่นำมาคิดคะแนน ดังนั้นคะแนนที่ได้จะเป็นคะแนนสอบที่ได้มาจากข้อสอบที่มีคุณภาพทุกข้อ
2.คะแนนผลการสอบจะแปลงคะแนนเป็นคะแนนมาตรฐานรายวิชา


GAT/PAT 

ความถนัดทั่วไป (GAT : General Aptitude Test) คือ การวัดศักยภาพในการเรียนในมหาวิทยาลัยให้ประสบความสำเร็จ แยกได้ 2 ส่วน คือ 
              1. ความสามารถในการอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์ และแก้โจทย์ปัญหา 50 % = คะแนนเต็ม 150 คะแนน
              2. ความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษ
าอังกฤษ 50 % = คะแนนเต็ม 150 คะแนน

 ** คะแนน GAT รวม = 300 คะแนน

ความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ (PAT :Professional and Academic Aptitude Test) คือ ความรู้ที่เป็นพื้นฐานที่จะเรียนต่อในวิชาชีพนั้น ๆ กับศักยภาพที่จะเรียนในวิชาชีพนั้น ๆให้ประสบความสำเร็จ มี 7 ประเภท คือ              
              1. PAT 1 ความถนัดทางคณิตศาสตร์              
              2. PAT 2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์              
              3. PAT 3 ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์
              4. PAT 4 ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์
              5. PAT 5 ความถนัดทางวิชาชีพครู              
              6. PAT 6 ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์
              7. PAT 7 ความถนัดทางภาษาต่างประเทศ


** สอบ 3 ชั่วโมง คะแนนเต็ม 300 คะแนน ข้อสอบปรนัยและอัตนัยที่ตอบแบบปรนัย **
### ซึ่งผู้รับผิดชอบก็คือ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทศ.)


หลังจากที่เราทำความรู้จักเกี่ยวกับ Admission ไปแล้ว ว่าถ้าเราจะ Admission จะต้องประกอบด้วยการสอบ O-NET ,GAT/PAT และผลการเรียนรวม(GPAX) ต่อจากนี้ก็จะขอแนะนำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกันอีกนะครับ

7 วิชาสามัญ


7 วิชาสามัญ คืออะไร และต้องสอบทั้ง 7 วิชาเลยไหม


        สทศ. บอกมาว่าเป็นข้อสอบที่ยากกว่า O-NET แต่ง่ายกว่า GAT PAT จัดทำขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาในอดีตที่สมัยก่อนหากเด็ก ม.6 สมัครรับตรง 5 ที่ ก็ต้องวิ่งหัวฟูไปสอบ 5 ครั้ง แต่หากเป็นปีนี้สบายมาก ไม่ว่าจะสมัครกี่ที่ ก็สอบแค่ครั้งเดียวจบ คือ สอบ 7 วิชาสามัญครั้งเดียว ชุดเดียว ทั่วประเทศจบไปเลย โดย 7 วิชาสามัญนี้แต่ละคณะจะสอบไม่เท่ากันนะครับ บางคณะก็สอบหมด 7 วิชา บางคณะก็สอบแค่ 3 ดังนั้น ต้องไปดูในระเบียบการรับตรงแต่ละมหาวิทยาลัย ว่าคณะที่เราจะเข้า เขาได้มากำหนดให้สอบวิชาไหน ส่วนมหาวิทยาลัยไหนไม่กำหนด ก็ไม่ต้องสอบจ้า

ใครต้องสมัครบ้าง
        คนที่สมัครได้คือ ม.6 ปวช. กศน. หรือพี่ๆ เด็กซิ่ว พ่อแม่ที่จบสูงกว่า ม.6 ขึ้นไปจ้า

มหาวิทยาลัยไหนต้องใช้คะแนน 7 วิชาสามัญนี้บ้าง
        มีประมาณ 7 แห่งครับ ยกตัวอย่างเช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (คณะอักษรศาสตร์ - คณะนิติศาสตร์ - คณะเศรษฐศาสตร์ - คณะวิทยาศาสตร์ - คณะครุศาสตร์) มหาวิทยาลัยศิลปากร (คณะอักษรศาสตร์ - คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร - คณะวิทยาการจัดการ - คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร - คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม - คณะวิทยาศาสตร์ - คณะศึกษาศาสตร์) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (คณะสหเวชศาสตร์) รับตรง กสพท. (คณะแพทยศาสตร์ - คณะทันตแพทยศาสตร์) และยังมีอีกหลายวิทยาลัยนะครับ อย่าลืมไปเช็คที่เว็บมหาวิทยาลัยนั้นๆ ด้วยนะ
### ซึ่งผู้รับผิดชอบก็คือ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทศ.)


เคลียริ่งเฮาส์(Clearinghouse)


เรื่องของการรับตรงรวม ในตอนนี้ก็ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้วว่า ทปอ. มีมติให้มีการรับตรงผ่านระบบเคลียริ่งเฮ้าส์ ขอสรุปสาระสำคัญๆ เป็นขั้นตอนการทำงานของระบบเคลียริ่งเฮ้าส์ ให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้
 

1. มหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมระบบเคลียริ่งเฮาส์ (มีทั้งหมด 25 มหาวิทยาลัย) จะดำเนินการรับตรงเองเหมือนเดิม ทั้งออกระเบียบการรับตรงรับสมัคร จัดสอบข้อเขียน สอบสัมภาษณ์  และ พิจารณาผู้ผ่านการคัดเลือก
 
2. ทั้งคุณสมบัติผู้สมัคร และเกณฑ์ในการพิจารณา  แต่ละมหาวิทยาลัยกำหนดเอง ดังนั้นต้องดูว่าโครงการรับตรงที่สนใจ กำหนดคุณสมบัติไว้ยังไง ใช้คะแนนวิชาอะไรบ้าง  ซึ่งคะแนนมีหลายแบบ มีทั้งดูจาก
          2.1 คะแนนสอบวิชาสามัญ 7 วิชา ที่จะสอบในเดือนมกราคม จัดสอบโดย สทศ.
          2.2 คะแนนสอบ GAT PAT รอบเดือนตุลาคม 2554 
          2.3  คะแนนที่ทางมหาวิทยาลัยจัดสอบเอง
         2.4 ดูคะแนนหลายอย่างคละกัน อาจจะวิชาสามัญและ GAT PAT หรือ GAT PAT กับการจัดสอบเอง
ซึ่งสามารถสมัครได้หลายโครงการ หลายมหาวิทยาลัยที่สนใจ และคุณสมบัติผ่าน

3. พอทราบระเบียบการของคณะที่สนใจแล้ว ก็ไปสอบให้ครบตามที่คณะกำหนดว่าต้องใช้คะแนนวิชาอะไรบ้าง 

4. สอบเสร็จทางสทศ. จะส่งคะแนนของเราให้กับมหาวิทยาลัย ทางมหาวิทยาลัยพิจารณาคะแนน และการสอบสัมภาษณ์  ก็จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก

5. ภายในวันที่ 5 มีนาคม 2555มหาวิทยาลัยจะส่งรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกให้สอท.เพื่อให้สอท.ประกาศ ภายในวันที่ 10 มีนาคม 2555

6. วันที่ 11 – 17 มีนาคม 2555 ต้องยืนยันสิทธิ์ในคณะที่สอบติด ถ้าสอบติดหลายโครงการ  สามารถยืนยันได้แค่ 3ครั้งเท่านั้น สอท. จะยึดการยืนยันครั้งหลังสุดนะครับ   คือ เอาได้เพียงอันเดียวเท่านั้น แต่ถ้าไม่ดำเนินการจะถือว่าสละสิทธิ์ไปเลย   

7.  วันที่ 21 มีนาคม 2555 สอท. จะส่งชื่อให้กับมหาวิทยาลัยที่ยืนยันสิทธิ์ และ ทำการตัดสิทธิ์ Admissions ค่ะ

**** สรุปแล้ว ระบบเคลียริ่งเฮาส์ เป็นระบบที่คัดเลือกนักเรียนในการรับตรง เพื่อให้นักเรียนทำการยืนยันสิทธิ์ เพียง 1 ที่ ไม่ซ้ำซ้อนกันเท่านั้น ****
## เว๊ปไซต์ www.cuas.or.th

หลังจากที่อ่านบทความนี้ไปแล้วก็อย่าเพิ่งท้อไปนะครับ ขอเป็นกำลังใจให้กับเด็กไทยทุกคนที่กำลังจะก้าวไปเป็น นิสิต-นักศึกษา ในรั้วมหาวิทยาลัยกันทุกคนนะครับ 

ขอฝากข้อคิดทิ้งท้ายเอาไว้นะครับว่า 
       " เพราะแสวงหามิใช่เพราะรอคอย ดังนั้นแล้ว "ลิขิตฟ้า" หรือจะสู้ "มานะตน"  
เป็นคำกล่าวของ จูกัดเหลียน(ขงเบ้ง)

ขอขอบคุณเนื้อหา สาระความรู้ และสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็ปไซต์ต่อไปนี้นะครับ
- http://www.niets.or.th/
- http://blog.eduzones.com
- http://www.dek-d.com
- http://www.tlcthai.com
- http://www.tewfree.com
- http://unigang.com/home
- http://enn.co.th/